ที่เที่ยวสิงห์บุรี รวมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในจังหวัดสิงห์บุรี
รำลึกถึงความดีของคนกล้าชาวบ้านบางระจัน พร้อมกราบไหว้พระนอนคู่บ้านคู่เมือง
เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดสิงห์บุรี หลายคนอาจจะคิดถึงเมืองเล็ก ๆ
ที่ตั้งอยู่เคียงข้างเมืองลพบุรี ที่เป็นทางผ่านเดินทางไปยังภาคเหนือเท่านั้น
แต่หารู้ไม่ว่าจังหวัดนี้ซ่อนประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานที่ถูกถ่ายทอดวิถีชีวิตความเป็นอยู่
ดังคำขวัญของจังหวัดที่ว่า "ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน
นามกระฉ่อนช่อนแม่ลา ย่านการค้าภาคกลาง"
รวมทั้งยังเต็มไปด้วยสถานที่เช่ารถท่องเที่ยวสำคัญไว้มากมาย เช่น
วัดพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อนุสาวรีย์วีรชนและอุทยานค่ายบางระจัน
และยังหลงเหลือพิพิธภัณฑ์ สถานที่โบราณต่าง ๆ เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวเช่ารถขับเองได้ชื่นชมอีกด้วย
วันนี้เราเลยขอแนะนำการท่องเที่ยวเช่ารถขับเองไป 8 ที่เที่ยวสิงห์บุรี
ที่ห้ามพลาดเมื่อไปเยือนดินแดนประวัติศาสตร์แห่งนี้กันค่ะ
ส่วนจะมีที่ไหนบ้างนั้นอย่ารอช้า เรารีบเช่ารถตามไปชมกันเลย ^^
1. วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร
นอกจากนี้ยังมีพระกาฬ เป็นพระพุทธรูปศิลาลงรักปิดทอง และ พระแก้ว
พระหล่อนั่งขัดสมาธิเพชรอันศักดิ์สิทธิ์ และมีพระพุทธลักษณะงดงาม
ซึ่งพระกาฬและพระแก้วสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5
ใช้เป็นพระประทานในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการอีกด้วย
การเดินทาง รถยนต์
อยู่ห่างจากอำเภอเมืองไปตามเส้นทางสายสิงห์บุรี-สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 3032)
ประมาณ 4 กิโลเมตร รถประจำทาง มีรถสาย 648 สิงห์บุรี-บ้านดอนปรู,
รถสาย 462 สุพรรณบุรี-โคกสำโรง และรถสองแถว
ขึ้นที่ บขส.ในอำเภอเมืองสิงห์บุรี ผ่านหน้าวัด
2. อนุสาวรีย์วีรชนและอุทยานค่ายบางระจัน
ด้วยพื้นที่เมืองยุทธศาสตร์การทำสงครามในสมัยอยุธยาทำให้พื้นที่จังหวัด
สิงห์บุรีกลายเป็นสถานที่แห่งความทรงที่แสนภูมิใจของชาวไทยต่อวีรกรรมอันหาญ
กล้าของชาวบ้านบางระจัน
และเพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จึงได้มีการสร้าง
"อนุสาวรีย์บางระจัน" ขึ้น
จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ประชาชนทั่วไปได้มานั่งพักผ่อนภายในสวนรุกชาติ
ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติสุดร่มรื่นบนพื้นที่ประมาณ 115
ไร่
กลางสวนโดดเด่นรูปหล่อประติมากรรมของหัวหน้าชาวค่ายบางระจันทั้ง 11 คน พร้อมทั้งสามารถเข้าไปศึกษาประวัติศาสตร์สำคัญได้จาก
อาคารศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจัน
ซึ่งจัดห้องนิทรรศการอยู่ตลอดโดยแบ่งออกเป็นห้องต่าง ๆ ห้องแรก แสดงเรื่องค่ายบางระจัน
เครื่องใช้โบราณ แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย หนังใหญ่ ห้องที่สอง
จัดแสดงมรดกเมืองสิงห์บุรี ห้องที่สาม
แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองสิงห์บุรีและของดีเมืองสิงห์บุรี
เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.
นอกจากนี้ยังมีการจัดงาน "งานสดุดีวีรชนค่ายบางระจัน" ขึ้น
เป็นประจำทุกปี ณ บริเวณวัดโพธิ์เก้าต้น และอุทยานวีรชนค่ายบางระจัน
อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของชาวบ้านบางระจันอีกด้วย
3. แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย
หนึ่งในสถานที่เก่าแก่ของเมืองสิงห์บุรี
ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของวัดพระปรางค์ (ชัณสูตร) ณ หมู่7 บ้านโคกหม้อ ตำบลเชิงกลัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี โดย
"แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย" ถูกค้นพบตามริมแม่น้ำน้อยตลอดระยะทาง 2 กิโลเมตร ซึ่งมีจำวนมากถึง 200 เตา
มีการสันนิษฐานผู้สร้างไว้สองแบบคือ เป็นชาวจีนและช่างปั้นต่างถิ่นที่อพยพมาตั้งรกรากบริเวณนี้
หรืออาจจะเป็นช่างปั้นจากสุโขทัย สำหรับผลิตภัณฑ์จากแม่น้ำน้อยได้แก่
เครื่องปั้นดินเผาที่เป็น ไหสี่หู ครก โอ่งอ่าง กระปุกใส่ปูน ขวดปากแตรทรงสูง หวด
ฝา เครื่องประกอบสถาปัตยกรรม กระสุนดินเผาขนาดต่าง ๆ เป็นต้น
ปัจจุบันกรมศิลปากรได้มีการจัดจั้งพิพิธภัณฑ์เตาแม่น้ำน้อยขึ้นเพื่อรักษา
ชิ้นงานประวัติศาสตร์แห่งนี้ไว้ โดยมีลักษณะเป็นอาคารโปร่ง
พร้อมจัดแสดงนิทรรศการที่เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย และตัวอย่างเครื่องปั้นดินเผาจำนวนหนึ่งที่พบในแหล่งนี้
หากสนใจชมเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งนี้เพิ่มเติม
สามารถขอชมของที่เก็บไว้ในกุฏิของท่านเจ้าอาวาสวัดพระปรางค์ได้เช่นกัน
การเดินทางไปตามเส้นทางสายสิงห์บุรี-บางระจัน-สรรคบุรี
เส้นทางหลวงหมายเลข 3251 ไปประมาณ 16 กิโลเมตร ห่างจากตลาดชัณสูตรประมาณ 1 กิโลเมตร
และมีรถประจำทางผ่านสาย 605 เส้นสิงห์บุรี-สรรคบุรีี
4. อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์
ตั้งอยู่ในตำบลทับยา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 9
กิโลเมตร(เส้นทางหลวงหมายเลข 309) สำหรับชื่อ "แม่ลา"
นั้นมาจากชื่อแม่น้ำในจังหวัดสิงห์บุรี
ซึ่งเป็นลำน้ำที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารของปลา
ทำให้ปลาที่จับได้จากที่นี่่มีรสชาติ นุ่ม เนื้อนิ่ม อร่อย มัน
โดยเฉพาะปลาช่อนแม่ลา ของฝากขึ้นชื่อของจังหวัด
แต่ปัจจุบันเนื่องจากจำนวนปลาที่ลดน้อยลง ทางราชการจึงมองหาทางอนุรักษ์และฟื้นฟูโดยการขุดลอกลำน้ำ
และสร้าง "อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์"
แห่งนี้ขึ้นพร้อมกับเนรมิตบริเวณโดยรอบให้เป็นสวนสาธารณะน่าพักผ่อน
เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับเดินเล่น ถ่ายรูป
และนั่งปิกนิกพักผ่อนแบบครอบครัวในช่วงวันหยุด
นอกจากนี้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างคืนทางอุทยานก็มีบ้านพักทรง
ไทยให้บริการถึง 4 ห้อง ราคา 450 บาท/คืน เปิดให้บริการอีกด้วย
5. คูค่ายพม่า
อีกหนึ่งสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ มีลักษณะเป็นเนินดินรูปตัว L ยาวประมาณ 5-15 เมตร กว้าง 3
เมตร สัณนิฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาทำสงครามกับพม่า ซึ่ง
"คูค่ายพม่า" เป็นอีกหนึ่งฉากที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ที่ทรงออกศึกรบกับพระเจ้าเชียงใหม่ที่มาตั้งทัพอยู่บริเวรปากแม่น้ำพุทรา นั่นเอง
ส่วนในปัจจุบันบริเวณนี้ถูกปรับปรุงให้สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนที่เปิดให้ เข้าฟรี
!! ซึ่งบริเวณด้านหน้าโดเด่นด้วยกำแพงค่ายสีแดงอิฐ
และมีศาลาปูนปั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยืนถือดาบ รวมทั้งสร้างพระพุทธรูปองค์
ให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย
6. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
อินทร์บุรี
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรีแห่งนี้ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา
เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดโบสถ์ สำหรับเก็บวัตถุโบราณ ศิลปวัตถุ ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.
2483 และด้วยจำนวนที่มากขึ้นของโบราณวัตถุทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกส่งต่อให้กรม
ศิลปากรดูแลพร้อมเปลี่ยนชื่อมาเป็น "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี"
ลักษณะเป็นอาคาร 2 หลัง แบ่งออกเป็น 4 ห้อง โดยอาคารเพิ่ม ดุริยางกูร
จัดแสดงชั้นบนเป็นศิลปวัตถุและโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องพระพุทธศาสนา
ชั้นล่างจัดแสดงนิทรรศการภูมิปัญญาไทยในท้องถิ่น ส่วนอาคารศักดิ์บุรินทร์ จัดแสดงด้วยศิลปวัตถุโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านคูเมือง
แหล่งเตาแม่น้ำน้อย และชั้นล่างจัดแสดงการละเล่นพื้นบ้านของเด็กไทย
โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดบริการในวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 08.30-16.00 น.
โดยเสียค่าเข้าชมชาวไทยคนละ 10 บาท และชาวต่างชาติคนละ 50 บาท
อีกทั้งยังสามารถสอบถามเพิ่มได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี โทรศัพท์ 0
3658 1986
7.
วัดหน้าพระธาตุ
วัดหน้าพระธาตุ อยู่ในเขตบ้านพระนอนจักรสีห์
โดยสัณนิฐานว่าที่นี่จะเป็นที่ตั้งของเมืองสิงห์บุรีเก่า
ลักษณะโดดเด่นของวัดแห่งนี้ คือ องค์พระปราง ที่ก่ออิฐถือปูนสูงประมาณ 8 วา ที่ภายหลังมีการบูรณะเพิ่มเติมด้วยสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนต้น
ซึ่งตัวพระปรางค์ทำเป็นรูปครุฑ อสูรถือกระบองประดับอยู่เหนือชั้นเชิงบาตร
ตั้งแต่ฐานศิลาแลงขึ้นไปก่อด้วยอิฐย่อมุมทรงปรางค์ กลีบขนุนปรางค์ก่อด้วยอิฐ
กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม
พ.ศ. 2478 ส่วนทางทิศตะวันออกพระวิหารหลวง
และทิศตะวันตกเป็นพระอุโบสถมีเจดีย์ตั้งเรียงรายอยู่โดยรอบหลายองค์เช่นกัน
สำหรับนักท่องเที่ยวที่มองหาสถานที่เก่าแก่
เหมาะสำหรับถ่ายภาพเก็บความทรงจำเป็นอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้ค่ะ
การเดินทาง เช่ารถยนต์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 3032
เส้นสิงห์บุรี-สุพรรณบุรี กิโลเมตรที่ 4 แล้วเข้าซอยเรือนจำจังหวัดสิงห์บุรี
แยกจากปากทางเข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร
8. วัดพิกุลทอง
เหตุที่วัดพิกุลทอง (เดิมชื่อวัดใหม่พิกุลทอง)
เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวบ้านตำบลพิกุลทองนั้น
น่าจะเป็นเพราะความเสื่อมใสในหลวงพ่อแพ (พระเทพสิงหบุราจารย์
เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี)
อดีตเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ซึ่งเป็นพระนักพัฒนารูปหนึ่งที่ทำประโยชน์ต่อพุทธศาสนามากมาย
ทั้งยังมีส่วนทำให้วัดพิกุลทองแห่งนี้สวยงามอยู่ตลอดเวลา
จนชาวบ้านพากันเรียกวัดนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “วัดหลวงพ่อแพ”
และนี่เองคือที่มาของพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ
ที่ตั้งอยู่ภายในวัดซึ่งจัดแสดงเรื่องราวประวัติของหลวงพ่อแพและเครื่องอัฐบริขารของท่านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ไม่ควรพลาดชมพระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่
วัดพิกุลทองตั้งอยู่ในเขตตำบลวิหารขาว
ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16 กิโลเมตร
อยู่ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์
วรวิหารไปประมาณ 9 กิโลเมตร ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า
วัดหลวงพ่อแพ (พระเทพสิงหบุราจารย์) ภายในวัดมี พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ
จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและเครื่องอัฐบริขารของหลวงพ่อแพตั้งแต่
อดีตถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้นอีกด้านหนึ่งของวัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ที่สุดใน
ประเทศไทย คือ พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 11 วา 2 ศอก 7 นิ้ว สูง 21 วา 1 คืบ 3 นิ้ว
ภายในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยโมเสกทองคำธรรมชาติชนิด 24 เค รอบ ๆ พระวิหารใหญ่มีวิหารคต ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันต่าง
ๆ และพระสังกัจจายองค์ใหญ่ และบริเวณวัดยังมีสวนธรรมะ
และสิ่งก่อสร้างที่สวยงามน่าสนใจ แวดล้อมด้วยบรรยากาศสงบร่มรื่น
การเดินทาง
ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3032 กิโลเมตรที่ 7-8
จะเห็นป้ายบอกทางไปวัดพิกุลทอง ไปตามถนนสาย 3008 ประมาณ 8 กิโลเมตร
เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 08.00
- 16.30 น. สอบถามเพิ่มเติม
โทร.0 3654 0046, 0 3642 2768-9










ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น